2006/Mar/07

ผมเพิ่งสอบเสร็จ ทำได้ดีครับ ก็เลยแวะไปดูการแสดงดนตรีของเพื่อนเป็น Theatre in the park พอจะกลับบ้าน ผมก็ต้องหัวเสีย หงุดหงิด เพราะจักรยานที่จอดไว้ในที่ปลอดภัยที่สุดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มียามเดินดูตลอด ปรากฎว่า จักรยานผมเหลือแต่โครงรถให้ช้ำใจ ล้อ อาน และทุกอย่างที่ถอดได้ โดนจัดการเรียบวุธ ผมน้ำตาไหลด้วยความช้ำใจ และคิดว่า มันไม่ธรรมดาแล้ว สำหรับการโดนยกเค้าประมาณนี้ติดกันสามครั้ง

ครั้งแรกจักรยานที่แพงที่สุดในชีวิตของผม หายไปปราศจากร่องรอย
ครั้งที่สอง อานถูกถอดไปทั้งที่จอดในมหาวิทยาลัยนี่แหล่ะ
ครั้งสามคือครั้งนี้ ผมหมดความอดทนครับ และคิดว่านี่มันเกินทน

ผมไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร แต่คงจะไปกวนตีนใครไว้กระมังถึงได้โดนซ้ำซากแบบนี้ เครียดแต่ไม่รู้จะทำยังไงยามก็ทำหน้าเหมือนเดิม คือ กูผิดไง ที่ไม่ถอดเป็นชิ้น ๆ แล้วก็ใส่เป้ หายแล้วไม่สามารถช่วยอะไรได้ เจ็บใจน้ำตาไหลที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ผมรักจักรยานดูแลอย่างดี และคิดว่ามันคงจะอยู่กับผม แต่อย่างว่า ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดชีวิตจริงไหมครับ หายไปก็หายไปเลย

คงไม่ซื้ออีก และไม่ใส่ใจกับการเดินทางด้วยยานพาหนะใด ๆ ในเวลานี้อีกแล้ว เดินมันด้วยสองเท้าของเรานี่แหล่ะครับ ถ้ามันยังดอดมาตัดขาผมไปได้อีก ก็ต้องยอมมันล่ะครับ คิดเสียว่า ชีวิตเรายังรักษาไม่ได้ ก็ปล่อยมัน จักรยานสองคัน แลกกับความไม่โกรธตอบ แล้วก็อยู่กับช่วงเวลาที่เหลือให้ได้ น่าจะดีไม่ใช่น้อย ถ้าเราทำใจได้ ผมน้ำตาไหลแค่ตอนไปแจ้งยาม แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า ช่างหัวมัน เราผิดเองที่ไม่ถอดจักรยานออกเป็นชิ้น ๆ แล้วพกไปไหนมาไหนด้วย จักรยานมันคันนิดเดียวเอง ทำไมไม่หิ้วไปเข้าห้องสมุดด้วยนะ โง่จริง ๆ ไอ้คิงคองเอ๊ย

เดี๋ยวพอทำใจได้ จะโทรไปแจ้งข่าวดีกับทางบ้านซะหน่อย ว่าเงินเกือบสามหมื่นบาท หายไปเรียบแล้วกับจักรยานสองคัน คงจะได้รับการอวยพรอวยชัยหนักหน่อย หูชาไปพักหนึ่ง อาจจะถึงตึงก็เป็นได้ คิดเสียว่า ถ้ายังไม่มีความรับผิดชอบมากพอ ก็อย่ามีอะไรที่ใหญ่เกินไป และห่างมือห่างตีนเลย

ป.ล.

  • วันนี้ผมจะเขียนเป็นวันสุดท้ายสำหรับที่นี่นะครับ ขอบคุณพี่ป้าน้าอาทุกคนที่ติดตามชีวิตผมมาตลอด ผมได้ระบายทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว และคงไม่มีอะไรอีก ที่สำคัญ อิ่มตัวแล้วล่ะครับสำหรับการเขียนไดอะรี่ และบล็อก
  • ผมกำลังย้ายที่อยู่ เพราะที่นี่ ผมเจอสารพัดครับ ตั้งแต่ฝนตกทีไร พรมเปียกครึ่งห้อง เพราะน้ำซึมเข้ามาตามรอยต่อ แจ้งไปก็ไม่เคยมาซ่อม อินเตอร์เน็ตแย่งกันใช้ เร็วเท่าเต่าคลานขึ้นทางลูกรังทั้งชันทั้งร้อน ผู้จัดการเหยียดผิวสุดฤทธิ์ ที่สำคัญ แพงแต่จัญไรครับ

2006/Feb/27

สิ่งที่คุณไม่เคยเห็นในมหาวิทยาลัยเมืองไทย

  • คุณไขว่ห้าง เอาขาพาดบนโต๊ะ ขณะอาจารย์บรรยาย เอาตีนชี้หน้าคนสอน ไม่มีใครว่าครับ ขอให้มาเรียน แล้วก็โต้ตอบกับอาจารย์ อย่างอื่นไม่สน
  • นักศึกษาตื่นไปเรียนไม่ไหว แต่มีเวลาไปอาบแดดริมสระน้ำ มีเวลาเข้ายิม ไม่มีเวลาประชุมกลุ่ม แต่ไปเมาหัวราน้ำในผับได้
  • มีผับในมหาวิทยาลัย มีเบียร์ขายในร้านอาหาร ไม่แปลกอะไรจะเห็นนักศึกษากึ่มในคลาส หรือเริ่มจะไร้สติตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด
  • คุณไม่มีทางเห็นนักศึกษาบ้านเรา เอาชุดออกกำลังกายติดตัวไปด้วย เพื่อใช้เวลาว่างระหว่างวันไปยิมออกกำลังกาย
  • เสื้อยืดกระทิงแดง สกรีนภาษาไทย ฮิตมาก ไม่น่าเชื่อ
  • นักศึกษาใช้เวลาที่ทะเลมากกว่าในมหาวิทยาลัย
  • อาจารย์ไม่ค่อยจริงจังอะไรกับการแต่งตัวเท่าไรนัก เน้นที่เนื้อหาสาระที่นักศึกษาจะเอาไปได้แค่ไหนมากกว่าคอยจับผิดเรื่องแต่งตัวเล็กน้อย
  • ในโรงอาหารที่นี่ คุณจะได้รับสารอาหารครบถ้วน (ออกแนวเกินด้วยซ้ำ) เพราะถ้ากินไม่เลือก คุณอ้วนจุกตาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะตักอาหารให้ล้นจาน แถมยังไปเลือกกินสลัด ขนม ได้เองอีก
  • เวลาจัดอีเวนต์ ถ้าไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสิ่งล่อใจ ก็ต้องมีอาหารอร่อย ๆ ไว้หลอกล่อ
  • นักศึกษาที่นี่ต่อให้อ้วนเผละ ต่อให้หุ่นแย่แค่ไหน ไม่มีใครอายที่จะใส่เสื้อโชว์พุง หรือพยายามปกติท้องมานด้วยเสื้อผ้าหลวมโคร่ง แม้จะทรมานสายตาคนมองอยู่มากก็ตาม เธอเหล่านั้นมั่นใจ
  • นักศึกษาหลายพัน มีกะเทยแค่สองคน เท่าที่เห็นด้วยสายตา นอกนั้นแอบหมดอ่ะ
  • ผู้ชายจะไม่ค่อยใส่เสื้อเชิ้ต หรือกางเกงขายาว ถ้าไม่มีนำเสนอหน้าชั้น ส่วนใหญ่แต่งตัวตามสบาย คีบแตะ ขาสั้น เสื้อยืด ไปเรียนได้แล้ว
  • อาจารย์คนสอนมีทุกชาติ จีน อินเดีย สเปน นอร์เวย์ สารพัดสำเนียง เหนื่อยหูมาก
  • นักเรียนที่นี่มีรถขับกันแทบทุกคน อย่างน้อยก็ต้องมีจักรยาน
  • มอเตอร์ไซต์แทบไม่มีให้เห็น ใครซื้อต้องชอบจริง ๆ เพราะภาษี และค่าอะไรต่อมิอะไรแพงมากกว่ารถเก๋งหลายเท่า
  • ห้องแล็บคอมพิวเตอร์ชั้นใต้ดิน เปิดตลอดวันไม่มีหยุด
  • มีป้ายบอกว่าห้ามเอาอาหารและเครื่องดื่มเข้าแล็บหรือห้องสมุด ไม่เห็นมันจะทำอะไรได้เลย เจ้าหน้าที่ยังโซ้ยข้าวหน้าเคาน์เตอร์เลยอ่ะครับ
  • นักศึกษาที่นี่นั่งประชุม ทำการบ้าน หรือคุยกันกลางแดด ในขณะที่คนไทยหนีแดดกันจ้าละหวั่น

2006/Feb/06

ผมกำลังเรียนการตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในสองวิชาที่ผมฟังรู้เรื่อง เนื่องจากคนสอนเป็นอเมริกัน สำเนียงคุ้นเคยและเข้าหูซ้ายไม่ทะลุขวาเหมือนวิชา ICT Governance ซึ่งคนสอนแม้จะใจดีกับผม พยายามช่วยในเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ แต่สำเนียงออสซี่ พูดพึมพำในลำคอทำให้ผมปวดหัวมากและต้องทำการบ้านหลังเรียนแทบทุกครั้ง ในขณะที่วิชาสถิติธุรกิจ คนสอนเป็นแขก ผมฟังไม่รู้เรื่องเท่าไรหรอก แต่อาศัยดูหนังสือมาก่อนเข้าเรียน แล้วก็ทำการบ้าน แบบฝึกหัดนอกเวลา ก็พอเข้าใจมากขึ้นครับ แม้จะยากมากสำหรับคนอย่างผมที่ไม่เก่งคำนวณ

เพราะงั้นผมจึงใช้เวลาช่วงกลางวันเช้ายันเย็นอยู่แต่ในห้องสมุด อาจจะหลบไปเข้ายิมบ้าง ถ้ามันเครียดมาก ช่วงนี้อยู่ห้องสมุดของคณะกฎหมายเพราะมันเงียบดี ไม่มีพวกโชว์พาวส่งเสียงเอะอะให้ปวดหัวใจเล่น ส่วนกลางคืนก็พักครับ ทำทุกอย่างที่อยากทำ เล่นเกม ดูหนัง หรือทำกับข้าวเก็บไว้ทาน บางวันไม่อยากทำอะไรก็ไปทานข้าวที่มหาวิทยาลัยเป็นมื้อเป็นคราวไป ไม่ได้เน้นอะไรมาก ที่ชอบไปทานอาหารมื้อเย็นที่ห้องอาหารมหาวิทยาลัย เพราะเขามีแซนวิชผัก มีสลัดบาร์ตักให้ไม่อั้น ซึ่งผมชอบตรงนี้มากกว่ารสชาติอาหารครับ

ส่วนเรื่องเพื่อน ผมก็ยังมีเพื่อนน้อยอยู่ดี อาจจะด้วยข้อจำกัดด้านบุคลิกภาพของผมเองที่ค่อนข้างเงียบ และยิ่งฟังไม่รู้เรื่องผมก็จะยิ่งเงียบ บางครั้งผมก็เสียใจนะครับที่ไม่สามารถฟังภาษาอังกฤษหลากสำเนียงได้ออก จนผมละอายแก่ใจที่คบหากับใคร ผมพยายามมาแล้ว ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ แต่ผมคงจะต้องสู้ต่อไปกับอุปสรรคเหล่านี้ ผมไม่อยากเป็นคนเอเชียหัวดำที่ไม่ได้เรื่องในการฟัง แม้ถ้าพูดให้ถูก มันพัฒนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยเมื่อยังฟังแทบไม่ออกเมื่อสองปีที่แล้ว ถึงดีขึ้นมันก็ยังไม่ดีพอที่จะโต้ตอบได้ทันควัน

ผมเหงาน่ะครับ ผมเริ่มไปไหนมาไหนคนเดียว กับเพื่อนคนไทยผมก็แทบไม่ได้คบหาอะไร ใช้เวลาไปกับดูหนังสือ ทำการบ้าน กับเพื่อนฝรั่งหรือคนเอเชียนชาติอื่น ผมก็คบอยู่สองสามคน ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคยรู้จักกันมาตั้งแต่เรียนภาษาอังกฤษด้วยกัน เรียกได้ว่า ยังต่อกันติด แม้จะไม่ได้เจอกันบ่อยครั้งนัก เราก็มีสัญญาว่า ทุกปิดเทอมเราจะไปทานอาหารด้วยกัน แล้วก็ทำแบบนี้มาตลอด

เอาเถอะครับ เรื่องแบบนี้ มันคงเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมกำลังฝันอยู่ การเรียนต่อในระดับปริญญาเอกแม้จะริบหรี่และไกลมาก ผมก็ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ระดับความสำเร็จมันมากขึ้นแม้จะไม่มากไม่มาย ผมขอแค่ได้ลองทำ แล้วก็ผลจะเป็นยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที

ส่วนเรื่องสังคม ผมคงต้องยอมแพ้กระมังครับ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ชอบดื่มเหล้า ไม่ชอบไปงานกลางคืน คุยกับคนไม่เก่ง และออกแนวเก็บเนื้อเก็บตัว ผมจึงหมดหวังที่จะมีเพื่อนสนิทอีกครั้ง หลังจากเขากลับไปแล้ว ไม่เป็นไรครับ เหนื่อยหน่อย เหงาหน่อย หรือไม่มีคนคอยเป็นคู่คิด คอยกวนตีน หรือเป็นคนช่วยเหลือเราในยามลำบาก ผมต้องผ่านไปให้ได้ครับ

จริงไหม???



พญาลิงผู้อหังการ
View full profile